อังคาร ต.ค. 24

องค์การสะพานปลา ขายไอเดียเพิ่มรายได้

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล

 

ผอ.องค์การสะพานปลา ไอเดียเจ๋งนำเสนอขายสัตว์น้ำให้กรมราชทัณฑ์ พร้อมเจรจาซื้อสัตว์น้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ผุดศูนย์รวบรวมสัตว์น้ำทะเลและน้ำจืด มูลค่าปีละร่วมหมื่นล้าน หวังเพิ่มรายได้ให้องค์การสะพานปลา หลังขาดการพัฒนามานาน ยืนยันเดินหน้าสร้างศูนย์อาหารทะเลองค์การสะพานปลาภูเก็ต เผยมีนักลงทันทั้งไทย เทศให้ความสนใจ 5 – 6 ราย

 

ดร.วิรัช เถื่อนยืนยงค์ ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เนื่องจากในช่วงที่ 10 ปีผ่านมาท่าเทียบเรือที่อยู่ในความดูแลขององค์การสะพานปลาได้รับการปรับปรุงและพัฒนาน้อยมาก จึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่พอจะเป็นหน้าตาอยู่ได้บ้างก็มีท่าเทียบเรือองค์การสะพานปลาภูเก็ต ซึ่งมีการพัฒนาเรื่องของสุขอนามัยจนได้มาตรฐานของสหภาพยุโรปและกฎหมายการทำประมง โดยส่วนใหญ่จะอาศัยรายได้จากการผ่านท่า ค่าน้ำค่ากระแสไฟฟ้าซึ่งมีเม็ดเงินไม่มากนัก และมีแนวโน้มที่จะลดน้อยลง จึงต้องหาแนวทางในการหารายได้เพิ่ม เพราะองค์การสะพานปลาเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่จะต้องหารายได้เลี้ยงตัวเอง และการช่วยเลี้ยงสังคม ซึ่งก็มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ทุนการศึกษา เป็นต้น

 

จากสภาวะดังกล่าวจึงมองว่าจะทำอย่างไรในการพัฒนาและปรับปรุงท่าเทียบเรือขององค์การสะพานปลาซึ่งปัจจุบันมีอยู่จำนวน 16 แห่ง ด้วยศักยภาพที่มีอยู่จึงมีแนวคิดในการวบรวมสัตว์น้ำเพื่อจำหน่ายให้กับกรมราชทัณฑ์มีมูลค่าปีละประมาณ 240 ล้านบาท โดยได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว ก็จะเป็นรายได้เสริมให้กับองค์กรในการนำมาใช้บริการจัดการ โดยเฉพาะเรื่องของเงินโบนัส ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมี

 

ดร.วิรัช กล่าวด้วยว่า เนื่องจากปัจจุบันปริมาณสัตว์น้ำในประเทศเริ่มลดลง จึงมีแนวคิดในการจัดตั้งตลาดศูนย์กลางสัตว์น้ำทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม โดยการติดต่อขอเข้าไปทำประมงในประเทศเพื่อนบ้านอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นการดำเนินการระหว่างรัฐกับรัฐ ซึ่งเริ่มดำเนินการไปแล้วในส่วนของติมอร์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับทางประเทศอินโดนีเซีย แต่คงจะเลือกเฉพาะในพื้นเศรษฐกิจจำเพาะ เนื่องจากที่ผ่านมาเราไปสร้างปัญหาไว้ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังมีพม่าด้วย เหตุที่ต้องมีศูนย์กลางรวบรวมสัตว์น้ำ เนื่องจากมองว่าในอนาคตการส่งออกสัตว์น้ำจะมีปัญหาหากไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ และจากการคำนวนพบว่าหากมีการรวบรวมเป็นตลาดกลางค่าสัตว์น้ำได้จะมีมูลค่าตลาดนับหมื่นล้านบาท ส่วนของการพัฒนาท่าเทียบเรือก็จะต้องดำเนินการควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

การดำเนินการขององค์การสะพานปลา นอกจากจะต้องมีการจัดหาสำรองปริมาณสัตว์น้ำเพื่อให้เพียงพอกับการบริโภคในประเทศแล้ว จะต้องมีการจัดจำหน่ายด้วย ซึ่งในส่วนของการจัดทำศูนย์กลางรวบรวมสัตว์น้ำนั้นได้ดำเนินการไปแล้ว คาดว่าจะเห็นผลได้ภายใน 4 เดือนนี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการเจรจากับประเทศอื่นๆ

 

ดร.วิรัช กล่าวถึงรายได้ขององค์การสะพานปลาทั่วประเทศ ว่า แต่ละปีจะมีรายได้ประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งหลังจากดำเนินการนำปลาขายให้กับกรมราชทัณฑ์และการจัดทำศูนย์กลางรวบรวมสัตว์น้ำแล้ว คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนจากรายได้หลักซึ่งมาจากค่าธรรมเนียมสัตว์น้ำผ่านท่า ค่ารถผ่านท่า ค่าน้ำค่าไฟและค่าเช่าที่ดิน

 

ขณะที่ นายประมวล รักษ์ใจ รองผู้อำนวยการด้านปฏิบัติการ องค์การสะพานปลา กล่าวถึงการพัฒนาท่าเทียบเรือองค์การสะพานปลาภูเก็ต ว่า ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จากพื้นที่ทั้งหมดซึ่งมีประมาณ 370 ไร่ ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 200 ไร่ จะทำการพัฒนาบางส่วนให้เป็นศูนย์กลางอาหารทะเลสด เพื่อใช้ศักยภาพที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากจะเป็นแหล่งในการซื้อขายและกระจายสัตว์น้ำทะเล สามารถที่จะสร้างให้เป็นจุดท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดภูเก็ตได้ด้วย คาดว่าจะต้องใช้ระยะอีกสักระยะหนึ่ง

 

ทั้งนี้ ดร.วิรัช กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ก็มีนักลงทุนรายใหญ่ให้ความสนใจประมาณ 5-6 ราย มีทั้งคนไทยและต่างชาติ แต่ในการดำเนินการใดๆ จะต้องให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติขององค์การสะพานปลา ซึ่งที่เกี่ยวข้องกับการประมงสามารถทำได้เกือบทั้งหมด แนวคิดในใจนั้นอยากให้เป็นภัตตาคารอาหารทะเล โดยใช้วัตถุดิบจากประมงพื้นบ้านมาใช้เพื่อช่วยพยุงราคาให้ประมงพื้นบ้านสามารถอยู่ได้ เพราะการจับสัตว์ทะเลแต่ครั้งของประมงพื้นบ้านจะได้ปริมาณไม่มาก ซึ่งหากนำมาขายตลาดทั่วไปบางครั้งจะมีปัญหาเรื่องของการถูกกดราคา ดังนั้นเมื่อซื้อจากประมงโดยตรงก็จะทำให้ได้สัตว์น้ำที่สด และราคาก็ไม่สูงจนเกินไปเนื่องจากไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง